อยุธยาเรียนรู้ · ฉบับชาวบ้าน
ทางเข้า ฉบับผู้เรียน ฉบับครู แผ่นพับ
เรื่องของลูกหลานเรา · อ่านประมาณ 7 นาที · ไม่ใช่เว็บราชการ

เด็กอยุธยาทุกคน
ควรได้เรียนดี ๆ เหมือนกัน

หน้านี้ไม่มีศัพท์ยาก ไม่ต้องเป็นครูก็อ่านรู้เรื่อง
และบอกชัด ๆ ว่า เราคนธรรมดาช่วยอะไรได้บ้าง

1

มีสัญญาข้อหนึ่งที่ทั้งโลกให้ไว้ร่วมกัน

เมื่อหลายปีก่อน ประเทศต่าง ๆ เกือบทั้งโลก รวมทั้งประเทศไทย ได้ตกลงกันไว้ 17 เรื่อง ว่าจะช่วยกันทำให้โลกดีขึ้น เขาเรียกกันว่า “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน”

ฟังดูเป็นเรื่องไกลตัวใช่ไหมครับ แต่จริง ๆ แล้ว ข้อที่ 4 ในนั้นคือเรื่องใกล้ตัวที่สุดของบ้านเรา

ข้อที่ 4 บอกไว้ง่าย ๆ ว่า —
“เด็กทุกคนต้องได้เรียนหนังสือ และต้องได้เรียนแบบมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเกิดที่ไหน บ้านรวยหรือบ้านจน”

สังเกตคำว่า “มีคุณภาพ” นะครับ เพราะแค่มีโรงเรียนให้ไปนั่ง ยังไม่พอ ต้องมีครูสอนครบ มีหนังสือ มีคนดูแล และเด็กต้องอ่านออกเขียนได้จริง

🚸

ได้ไปเรียน

เด็กทุกคนในละแวกบ้านเราได้เข้าโรงเรียน ไม่มีใครต้องออกกลางคัน

👩‍🏫

มีครูสอนครบ

ทุกห้องมีครูประจำ ไม่ใช่ครูคนเดียววิ่งสอนสามห้องพร้อมกัน

📖

เรียนแล้วได้จริง

จบ ป.3 แล้วต้องอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น ไม่ใช่แค่ผ่านชั้นไป

2

แล้วที่อยุธยาบ้านเรา ตอนนี้เป็นยังไง

อยุธยามีทั้งโรงเรียนใหญ่ในเมือง และโรงเรียนเล็ก ๆ ตามตำบลริมน้ำ ทั้งฝั่ง เขต 1 (พระนครศรีอยุธยา ท่าเรือ นครหลวง บางปะหัน บ้านแพรก ภาชี มหาราช วังน้อย อุทัย) และฝั่ง เขต 2 (บางซ้าย บางไทร บางบาล บางปะอิน ผักไห่ ลาดบัวหลวง เสนา)

148,373 ผู้เรียน ปีการศึกษา 2568
นับหลายประเภท ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียน
737 สถานศึกษาและ
ศูนย์การเรียนรู้
9,072 ครูและผู้บริหาร
ปีการศึกษา 2568
154 ออกกลางคันตามรายงาน ปี 2566
เป็นจำนวนคน ไม่ใช่ร้อยละ
ตัวเลขชุดนี้มาจากหน้าภาพรวมของเว็บนี้ ใช้ได้เฉพาะขอบเขตเอกสารต้นทาง จำนวนออกกลางคันปี 2567 ยังรอตรวจตาราง จึงไม่เอามาพูดต่อ ตัวเลขแยกรายเขตหรือจำนวนโรงเรียนประถมแยกเขตยังไม่มีบนเว็บนี้ อ่านที่มา · ดูหน้าภาพรวม

สิ่งที่มักเจอในโรงเรียนเล็ก

🔄

ครูคนเดียว สอนหลายชั้น

โรงเรียนที่เด็กน้อย จะได้ครูน้อยตามไปด้วย สุดท้ายครูหนึ่งคนต้องดูแลเด็กสองสามชั้นพร้อมกัน ไม่ใช่เพราะครูขี้เกียจ แต่เพราะคนไม่พอจริง ๆ

💡

ค่าน้ำค่าไฟไม่ได้ลดตามเด็ก

ต่อให้เด็กเหลือ 40 คน โรงเรียนก็ยังต้องจ่ายค่าไฟ ค่าน้ำ ดูแลอาคารเท่าเดิม แต่เงินที่ได้คิดตามหัวเด็ก จึงมักไม่พอใช้

🚌

บ้านไกล ไปโรงเรียนลำบาก

บางตำบลเด็กต้องนั่งรถไกล หรือข้ามน้ำ พอหน้าฝนหรือช่วงน้ำมาก การมาโรงเรียนยิ่งยาก

📉

พอคุณภาพตก คนก็ย้ายลูกออก

พ่อแม่ที่พอมีทางเลือก จะย้ายลูกไปโรงเรียนในเมือง ทำให้โรงเรียนใกล้บ้านยิ่งเด็กน้อยลง แล้วก็ยิ่งได้ครูน้อยลงอีก วนไปแบบนี้

3

ลองนึกภาพตามนะครับ

👩‍🏫
ครูจิ๋ม (ตัวอย่างสมมติ) เรื่องนี้แต่งขึ้นเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่ครูหรือโรงเรียนจริงในจังหวัด

โรงเรียนของครูจิ๋มมีเด็กทั้งหมด 48 คน แบ่งเป็น ป.1 ถึง ป.6 ชั้นละประมาณ 8 คน

ฟังดูสบายใช่ไหมครับ เด็กน้อยน่าจะดูแลง่าย

แต่ปัญหาคือ — โรงเรียนต้องเปิดสอน ครบทั้ง 6 ชั้น เพราะเด็ก ป.1 กับ ป.6 เรียนด้วยกันไม่ได้ ในขณะที่ครูที่ได้มามีแค่ 2 คนกว่า ๆ เพราะเขาคิดจำนวนครูจากหัวเด็ก

ผลคือครูจิ๋มต้องสอน ป.1 ป.2 ป.3 ในห้องเดียวกัน เขียนกระดานสามฝั่ง สลับไปมาทั้งวัน

ครูจิ๋มไม่ได้สอนไม่เก่ง — แต่คนเดียวมันแบ่งร่างไม่ได้จริง ๆ ครับ

เพราะฉะนั้น เวลาเห็นข่าวว่า “โรงเรียนเล็กคุณภาพไม่ดี” อย่าเพิ่งโทษครูครับ
ลองถามก่อนว่า โรงเรียนนั้นมีครูกี่คน ต่อกี่ห้อง
4

แล้วเราช่วยอะไรได้บ้าง

ข่าวดีคือ หลายเรื่อง ไม่ต้องใช้เงิน และไม่ต้องรอราชการสั่ง เริ่มได้เลยจากตัวเราเอง ลองดูว่าเราตรงกับข้อไหนครับ

👨‍👩‍👧

ถ้าเป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย

  • ถามลูกหลานทุกวันว่าวันนี้เรียนอะไร — แค่ 5 นาทีตอนกินข้าว เด็กจะรู้สึกว่ามีคนสนใจ
  • ให้เด็กอ่านหนังสือออกเสียงให้ฟังวันละหน้า — ถ้าเราอ่านไม่คล่องก็ฟังเฉย ๆ ได้ เด็กได้ฝึกแล้ว
  • อย่าให้ขาดเรียนถ้าไม่จำเป็น — ขาดบ่อยแล้วตามไม่ทัน แล้วจะเบื่อจนอยากเลิกเรียน
  • ไปประชุมผู้ปกครองทุกครั้ง — เป็นโอกาสเดียวที่จะได้คุยกับครูตรง ๆ
  • ถ้าลูกอ่านไม่ออกให้รีบบอกครู — อย่าอายครับ ยิ่งรู้เร็วยิ่งแก้ทัน
🏘️

ถ้าเป็นคนในหมู่บ้าน ในตำบล

  • ไปช่วยงานโรงเรียนปีละครั้งก็ยังดี — ทาสี ตัดหญ้า ซ่อมรั้ว ช่วยงานกีฬาสี
  • ใครมีวิชาติดตัว ไปสอนเด็กได้ — ทำขนม ช่างไม้ ปลูกผัก ทำบัญชี ดนตรีไทย เด็กชอบมาก
  • ช่วยเป็นหูเป็นตาเรื่องเด็กหลุดจากระบบ — ถ้าเห็นเด็กวัยเรียนอยู่บ้านตอนกลางวันบ่อย ๆ ให้บอกครูหรือผู้ใหญ่บ้าน
  • ช่วยเรื่องการเดินทาง — ถ้าไปทางเดียวกัน รับเด็กบ้านใกล้ไปด้วยได้
  • พูดถึงโรงเรียนในทางที่ดี — คำพูดลบ ๆ ทำให้คนย้ายลูกออก แล้วโรงเรียนยิ่งแย่ลง
🏪

ถ้ามีร้าน มีกิจการ มีโรงงาน

  • ช่วยมื้อเช้าเด็ก — เด็กท้องว่างเรียนไม่รู้เรื่อง ร้านอาหารช่วยได้ตรงจุดมาก
  • สนับสนุนของที่โรงเรียนขาดจริง ๆ — ถามครูก่อนว่าขาดอะไร อย่าเดาเอง
  • เปิดร้านให้เด็กมาดูงาน — เด็กจะเห็นว่าเรียนไปทำไม
  • รับเด็กจบใหม่ในพื้นที่เข้าทำงาน — เด็กจะได้เห็นอนาคตในบ้านเกิด
🛕

ถ้าเป็นวัด หรือกลุ่มในชุมชน

  • เปิดพื้นที่ให้เด็กอ่านหนังสือ — ศาลาวัดตอนเย็นหรือวันหยุด ใช้ได้ดีมาก
  • ตั้งกองผ้าป่าเพื่อการศึกษา — เจาะจงว่าเอาไปทำอะไร เช่น ค่ารถรับส่งเด็ก
  • ช่วยเด็กที่ครอบครัวมีปัญหา — บางบ้านพ่อแม่ไปทำงานต่างจังหวัด เด็กอยู่กับตายาย
🏛️

ถ้าอยู่ใน อบต. เทศบาล หรือเป็น กรรมการสถานศึกษา

  • ถามในที่ประชุมว่า “โรงเรียนในตำบลเรา ครูครบชั้นไหม” — คำถามนี้ทรงพลังกว่าที่คิด
  • ช่วยเรื่องที่โรงเรียนทำเองไม่ได้ — ถนนเข้าโรงเรียน ไฟทาง รถรับส่ง น้ำท่วมขัง
  • เอาข้อมูลจริงไปคุย — ไม่ใช่แค่บ่น แต่บอกตัวเลขว่ามีกี่ห้อง มีครูกี่คน
  • ผลักดันให้การช่วยโรงเรียนเป็นแผนประจำ — ไม่ใช่ทำทีเดียวแล้วเลิก
🎓

ถ้าเป็นเด็กโต นักศึกษา หรือคนรุ่นใหม่

  • กลับไปติวน้องที่โรงเรียนเก่า — ช่วงปิดเทอมสักอาทิตย์ก็มีค่า
  • สอนผู้ใหญ่ใช้มือถือ — พ่อแม่ที่ใช้เป็น จะติดตามการเรียนลูกได้
  • ช่วยโรงเรียนทำเพจ ทำคลิป — ให้คนเห็นว่าโรงเรียนบ้านเราก็ดี
5

10 อย่างที่เริ่มได้ตั้งแต่พรุ่งนี้

ติ๊กได้เลยครับ เครื่องจะจำไว้ให้เอง ไม่ต้องสมัครอะไร

ทำไปแล้ว 0 จาก 10 ข้อ
6

ช่วงไหน ทำอะไรได้บ้าง

ก่อนเปิดเทอม

ช่วยดูว่าเด็กในละแวกบ้านได้ไปสมัครเรียนครบไหม โดยเฉพาะเด็กที่เพิ่งย้ายมา หรือเด็กที่อยู่กับตายาย

เปิดเทอมใหม่ ๆ

ไปช่วยทำความสะอาดโรงเรียน ทาสี ตัดหญ้า ซ่อมโต๊ะเก้าอี้ เป็นช่วงที่โรงเรียนต้องการแรงมากที่สุด

ระหว่างเทอม

ไปประชุมผู้ปกครอง ถามเรื่องการอ่านของเด็ก และถามว่าห้องไหนยังไม่มีครูประจำ

หน้าน้ำ

อยุธยาเป็นพื้นที่น้ำ ช่วงน้ำมากให้ช่วยดูเรื่องการเดินทางของเด็ก และความปลอดภัยริมน้ำ

ปิดเทอม

เด็กมักลืมสิ่งที่เรียนมาช่วงปิดเทอมยาว ชวนเด็กอ่านหนังสือ หรือให้รุ่นพี่มาติวน้องที่วัดหรือศาลากลางบ้าน

ตอนทำแผนตำบล

ช่วงที่ อบต. หรือเทศบาลทำแผนประจำปี เป็นจังหวะดีที่สุดที่จะเสนอเรื่องโรงเรียนเข้าไปในแผน

7

คำถามที่คนถามกันบ่อย

เราไม่ได้เรียนสูง จะไปช่วยเรื่องการเรียนของเด็กได้ยังไง

ช่วยได้เยอะมากครับ และไม่ต้องเรียนสูงเลย

สิ่งที่เด็กต้องการที่สุดคือ มีคนสนใจ แค่ถามว่าวันนี้เรียนอะไร แค่นั่งฟังเด็กอ่านหนังสือให้ฟัง แค่พาไปโรงเรียนให้ตรงเวลา สามอย่างนี้มีผลต่อเด็กมากกว่าที่คิด

หลายครอบครัวพบว่า เด็กที่ผู้ใหญ่ที่บ้านสนใจการเรียน จะมีกำลังใจมากกว่าเด็กที่ไม่มีใครถามเลย นี่เป็นข้อสังเกตจากชีวิตจริง ไม่ใช่ผลวิจัยของจังหวัด

ทำไมโรงเรียนเล็กถึงมีครูไม่พอ ในเมื่อเด็กก็น้อยอยู่แล้ว

หลายคนคุ้นว่าวิธีนับครูคิดจาก จำนวนเด็ก ไม่ได้คิดจาก จำนวนห้องที่ต้องเปิด

ตัวอย่างสมมติ: โรงเรียนที่มีเด็ก 48 คน อาจได้ครูประมาณ 2 คนกว่า แต่ต้องเปิดสอน 6 ชั้น เพราะเด็ก ป.1 กับ ป.6 เรียนด้วยกันไม่ได้

นี่เป็นข้อสังเกตเพื่อให้เข้าใจปัญหา ไม่ใช่สูตรที่เว็บนี้ประกาศใช้ และไม่ใช่คำสั่งราชการ ถ้าจะพูดต่อให้ถามโรงเรียนใกล้บ้านว่ามีกี่ห้อง กี่ครู

ถ้าโรงเรียนใกล้บ้านเด็กน้อย จะโดนยุบไหม

เป็นห่วงที่ตรงประเด็นมากครับ

หลักการที่ควรเป็นคือ ถ้าโรงเรียนอยู่ไกลจากโรงเรียนอื่นมาก หรือเด็กเดินทางลำบาก ก็ควรรักษาไว้และให้ทรัพยากรให้พอ ไม่ใช่ปล่อยให้อ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนต้องปิดไปเอง

สิ่งที่ชุมชนช่วยได้คือ ทำให้โรงเรียนยังมีชีวิต มีเด็ก มีคนมาช่วย และมีเสียงจากชุมชนที่ดังพอ

ช่วยแล้วมันจะเปลี่ยนอะไรได้จริงเหรอ ในเมื่อเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ

เรื่องใหญ่ต้องแก้ด้วยนโยบาย จริงครับ

แต่ระหว่างที่นโยบายยังไม่เปลี่ยน เด็กที่อยู่ ป.3 วันนี้ เขารอไม่ได้ อีกสามปีเขาก็จบประถมแล้ว

สิ่งที่ชุมชนทำได้คือ ประคองไม่ให้เด็กรุ่นนี้หลุด และเป็นเสียงที่ทำให้คนข้างบนเห็นว่าปัญหานี้มีจริง

อยากช่วยแต่ไม่มีเงิน ทำยังไงดี

ข้อดีคือ เรื่องที่ได้ผลที่สุดมักไม่ต้องใช้เงินครับ

เวลา แรง ความรู้ที่ติดตัว และการเอาใจใส่ สี่อย่างนี้มีค่ากับโรงเรียนมากกว่าเงินบริจาคก้อนเดียวแล้วหายไป

ลองกลับไปดูรายการ 10 ข้อด้านบน จะเห็นว่าเกือบทั้งหมดไม่ต้องจ่ายเงินเลย

จะรู้ได้ยังไงว่าโรงเรียนใกล้บ้านเราเป็นยังไงบ้าง

ง่ายที่สุดคือเดินไปถามครูใหญ่ตรง ๆ ครับ ถาม 3 คำถามนี้

1. โรงเรียนเรามีกี่ห้องเรียน และมีครูกี่คน
2. มีห้องไหนที่ยังไม่มีครูประจำไหม
3. ตอนนี้โรงเรียนขาดอะไรที่ชุมชนพอช่วยได้

ครูส่วนใหญ่ยินดีตอบมากครับ เพราะแปลว่ามีคนสนใจ

8

ถ้าจะเริ่ม ติดต่อใครดี

ไล่จากใกล้ตัวที่สุดไปหาไกลที่สุด

  1. ครูประจำชั้นของเด็กที่บ้าน — ใกล้ที่สุด รู้ปัญหาดีที่สุด เริ่มตรงนี้ก่อนเสมอ
  2. ผู้อำนวยการโรงเรียน — ถ้าอยากช่วยระดับทั้งโรงเรียน
  3. คณะกรรมการสถานศึกษา — มีตัวแทนชุมชนอยู่แล้ว ถามว่าใครเป็นตัวแทนหมู่บ้านเรา
  4. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน — ถ้าเป็นเรื่องเด็กหลุดจากระบบ หรือเรื่องความปลอดภัย
  5. อบต. หรือเทศบาลในตำบล — ถ้าเป็นเรื่องถนน รถรับส่ง ไฟทาง น้ำท่วม
  6. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา — สพป.อยุธยา เขต 1 หรือ เขต 2 ตามอำเภอที่อยู่ ถ้าเป็นเรื่องครูไม่พอในภาพรวม
เว็บนี้ยังไม่มีเบอร์โทรของเขตพื้นที่ เพราะยังไม่ตรวจต้นฉบับสาธารณะที่จะใส่แล้วไม่ผิด เริ่มจากครูใกล้บ้านก่อน แล้วดูบทบาทหน่วยงานได้ที่ หน้าหน่วยงาน

เด็กที่เรียนอยู่วันนี้
คือคนที่จะดูแลอยุธยาในอีก 20 ปี

ไม่ต้องรอใครสั่ง ไม่ต้องรองบประมาณ
เริ่มจากข้อเดียวที่เราทำได้ ก็เปลี่ยนได้แล้วครับ