หน้านี้ไม่มีศัพท์ยาก ไม่ต้องเป็นครูก็อ่านรู้เรื่อง
และบอกชัด ๆ ว่า เราคนธรรมดาช่วยอะไรได้บ้าง
เมื่อหลายปีก่อน ประเทศต่าง ๆ เกือบทั้งโลก รวมทั้งประเทศไทย ได้ตกลงกันไว้ 17 เรื่อง ว่าจะช่วยกันทำให้โลกดีขึ้น เขาเรียกกันว่า “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน”
ฟังดูเป็นเรื่องไกลตัวใช่ไหมครับ แต่จริง ๆ แล้ว ข้อที่ 4 ในนั้นคือเรื่องใกล้ตัวที่สุดของบ้านเรา
สังเกตคำว่า “มีคุณภาพ” นะครับ เพราะแค่มีโรงเรียนให้ไปนั่ง ยังไม่พอ ต้องมีครูสอนครบ มีหนังสือ มีคนดูแล และเด็กต้องอ่านออกเขียนได้จริง
เด็กทุกคนในละแวกบ้านเราได้เข้าโรงเรียน ไม่มีใครต้องออกกลางคัน
ทุกห้องมีครูประจำ ไม่ใช่ครูคนเดียววิ่งสอนสามห้องพร้อมกัน
จบ ป.3 แล้วต้องอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น ไม่ใช่แค่ผ่านชั้นไป
อยุธยามีทั้งโรงเรียนใหญ่ในเมือง และโรงเรียนเล็ก ๆ ตามตำบลริมน้ำ ทั้งฝั่ง เขต 1 (พระนครศรีอยุธยา ท่าเรือ นครหลวง บางปะหัน บ้านแพรก ภาชี มหาราช วังน้อย อุทัย) และฝั่ง เขต 2 (บางซ้าย บางไทร บางบาล บางปะอิน ผักไห่ ลาดบัวหลวง เสนา)
โรงเรียนที่เด็กน้อย จะได้ครูน้อยตามไปด้วย สุดท้ายครูหนึ่งคนต้องดูแลเด็กสองสามชั้นพร้อมกัน ไม่ใช่เพราะครูขี้เกียจ แต่เพราะคนไม่พอจริง ๆ
ต่อให้เด็กเหลือ 40 คน โรงเรียนก็ยังต้องจ่ายค่าไฟ ค่าน้ำ ดูแลอาคารเท่าเดิม แต่เงินที่ได้คิดตามหัวเด็ก จึงมักไม่พอใช้
บางตำบลเด็กต้องนั่งรถไกล หรือข้ามน้ำ พอหน้าฝนหรือช่วงน้ำมาก การมาโรงเรียนยิ่งยาก
พ่อแม่ที่พอมีทางเลือก จะย้ายลูกไปโรงเรียนในเมือง ทำให้โรงเรียนใกล้บ้านยิ่งเด็กน้อยลง แล้วก็ยิ่งได้ครูน้อยลงอีก วนไปแบบนี้
โรงเรียนของครูจิ๋มมีเด็กทั้งหมด 48 คน แบ่งเป็น ป.1 ถึง ป.6 ชั้นละประมาณ 8 คน
ฟังดูสบายใช่ไหมครับ เด็กน้อยน่าจะดูแลง่าย
แต่ปัญหาคือ — โรงเรียนต้องเปิดสอน ครบทั้ง 6 ชั้น เพราะเด็ก ป.1 กับ ป.6 เรียนด้วยกันไม่ได้ ในขณะที่ครูที่ได้มามีแค่ 2 คนกว่า ๆ เพราะเขาคิดจำนวนครูจากหัวเด็ก
ผลคือครูจิ๋มต้องสอน ป.1 ป.2 ป.3 ในห้องเดียวกัน เขียนกระดานสามฝั่ง สลับไปมาทั้งวัน
ครูจิ๋มไม่ได้สอนไม่เก่ง — แต่คนเดียวมันแบ่งร่างไม่ได้จริง ๆ ครับ
ข่าวดีคือ หลายเรื่อง ไม่ต้องใช้เงิน และไม่ต้องรอราชการสั่ง เริ่มได้เลยจากตัวเราเอง ลองดูว่าเราตรงกับข้อไหนครับ
ติ๊กได้เลยครับ เครื่องจะจำไว้ให้เอง ไม่ต้องสมัครอะไร
ช่วยดูว่าเด็กในละแวกบ้านได้ไปสมัครเรียนครบไหม โดยเฉพาะเด็กที่เพิ่งย้ายมา หรือเด็กที่อยู่กับตายาย
ไปช่วยทำความสะอาดโรงเรียน ทาสี ตัดหญ้า ซ่อมโต๊ะเก้าอี้ เป็นช่วงที่โรงเรียนต้องการแรงมากที่สุด
ไปประชุมผู้ปกครอง ถามเรื่องการอ่านของเด็ก และถามว่าห้องไหนยังไม่มีครูประจำ
อยุธยาเป็นพื้นที่น้ำ ช่วงน้ำมากให้ช่วยดูเรื่องการเดินทางของเด็ก และความปลอดภัยริมน้ำ
เด็กมักลืมสิ่งที่เรียนมาช่วงปิดเทอมยาว ชวนเด็กอ่านหนังสือ หรือให้รุ่นพี่มาติวน้องที่วัดหรือศาลากลางบ้าน
ช่วงที่ อบต. หรือเทศบาลทำแผนประจำปี เป็นจังหวะดีที่สุดที่จะเสนอเรื่องโรงเรียนเข้าไปในแผน
ช่วยได้เยอะมากครับ และไม่ต้องเรียนสูงเลย
สิ่งที่เด็กต้องการที่สุดคือ มีคนสนใจ แค่ถามว่าวันนี้เรียนอะไร แค่นั่งฟังเด็กอ่านหนังสือให้ฟัง แค่พาไปโรงเรียนให้ตรงเวลา สามอย่างนี้มีผลต่อเด็กมากกว่าที่คิด
หลายครอบครัวพบว่า เด็กที่ผู้ใหญ่ที่บ้านสนใจการเรียน จะมีกำลังใจมากกว่าเด็กที่ไม่มีใครถามเลย นี่เป็นข้อสังเกตจากชีวิตจริง ไม่ใช่ผลวิจัยของจังหวัด
หลายคนคุ้นว่าวิธีนับครูคิดจาก จำนวนเด็ก ไม่ได้คิดจาก จำนวนห้องที่ต้องเปิด
ตัวอย่างสมมติ: โรงเรียนที่มีเด็ก 48 คน อาจได้ครูประมาณ 2 คนกว่า แต่ต้องเปิดสอน 6 ชั้น เพราะเด็ก ป.1 กับ ป.6 เรียนด้วยกันไม่ได้
นี่เป็นข้อสังเกตเพื่อให้เข้าใจปัญหา ไม่ใช่สูตรที่เว็บนี้ประกาศใช้ และไม่ใช่คำสั่งราชการ ถ้าจะพูดต่อให้ถามโรงเรียนใกล้บ้านว่ามีกี่ห้อง กี่ครู
เป็นห่วงที่ตรงประเด็นมากครับ
หลักการที่ควรเป็นคือ ถ้าโรงเรียนอยู่ไกลจากโรงเรียนอื่นมาก หรือเด็กเดินทางลำบาก ก็ควรรักษาไว้และให้ทรัพยากรให้พอ ไม่ใช่ปล่อยให้อ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนต้องปิดไปเอง
สิ่งที่ชุมชนช่วยได้คือ ทำให้โรงเรียนยังมีชีวิต มีเด็ก มีคนมาช่วย และมีเสียงจากชุมชนที่ดังพอ
เรื่องใหญ่ต้องแก้ด้วยนโยบาย จริงครับ
แต่ระหว่างที่นโยบายยังไม่เปลี่ยน เด็กที่อยู่ ป.3 วันนี้ เขารอไม่ได้ อีกสามปีเขาก็จบประถมแล้ว
สิ่งที่ชุมชนทำได้คือ ประคองไม่ให้เด็กรุ่นนี้หลุด และเป็นเสียงที่ทำให้คนข้างบนเห็นว่าปัญหานี้มีจริง
ข้อดีคือ เรื่องที่ได้ผลที่สุดมักไม่ต้องใช้เงินครับ
เวลา แรง ความรู้ที่ติดตัว และการเอาใจใส่ สี่อย่างนี้มีค่ากับโรงเรียนมากกว่าเงินบริจาคก้อนเดียวแล้วหายไป
ลองกลับไปดูรายการ 10 ข้อด้านบน จะเห็นว่าเกือบทั้งหมดไม่ต้องจ่ายเงินเลย
ง่ายที่สุดคือเดินไปถามครูใหญ่ตรง ๆ ครับ ถาม 3 คำถามนี้
1. โรงเรียนเรามีกี่ห้องเรียน และมีครูกี่คน
2. มีห้องไหนที่ยังไม่มีครูประจำไหม
3. ตอนนี้โรงเรียนขาดอะไรที่ชุมชนพอช่วยได้
ครูส่วนใหญ่ยินดีตอบมากครับ เพราะแปลว่ามีคนสนใจ
ไม่ต้องรอใครสั่ง ไม่ต้องรองบประมาณ
เริ่มจากข้อเดียวที่เราทำได้ ก็เปลี่ยนได้แล้วครับ